Tuesday, April 15, 2014

เรื่องเล่าของ 2การประท้วง: ยุเครน และ ประเทศไทย - เกมส์จบ

See the original in English: "A Tale of Two Protests: Ukraine and Thailand – End Game." 

April 15, 2014 (โดย Tony Cartalucci - New Eastern Outlook) - ไม่มีอะไรที่แสดงให้เห็นถึง ความเจ้าเล่ห์ร้ายลึกของการกล่าวอ้างหลักการของชาวตะวันตกได้ดีไปกว่า ท่าทีที่แสดงออกต่อความขัดแย้งทางการเมือง 2 ความขัดแยังที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน - หนึ่ง ความขัดแย้งที่บ้าคลั่งในยุโรปตะวันออก "ประเทศยูเครน", อีกแห่งเกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ "ประเทศไทย" ไม่เพียง แต่เป็นวาทะกรรมโวหารของชาวตะวันตก(ที่ผู้เขียนใช้คำว่า West หรือ “ตะวันตก”)  ไม่เพียงแต่การแสแสร้งต่อแต่ละการประท้วง แต่การสนับสนุนของพวกเขาได้แสดงให้เห็นถึงการยืมมือของฝ่ายที่ขัดแย้งกันและทำให้เป็นปัญหาที่ต่างชาติให้ความสนใจและมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปแทรกแซง และออกแบบอนาคตให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งการแทรกแซงต่างๆนั้นทั้งหมดก็เป็นเพื่อเพื่อผลประโยชน์และการขยายความเป็นมหาอำนาจของตะวันตกเท่านั้น





ความคล้ายคลึงกัน ... 

การประท้วงทั้งที่เคียฟในยูเครน และ ที่กรุงเทพฯในประเทศไทย เริ่มต้นขึ้นในปลายปี 2013. ทั้งสองเกี่ยวข้องกับมวลชนขนาดใหญ่ของผู้ประท้วงที่ครอบครองสถานที่ชุมนุม อย่างถาวร บุกและเข้ายึดสถานที่ราชการ ใช้เครื่องมือก่อสร้างขจัดแนวเครื่องป้องกันของตำรวจ และปะทะกับตำรวจ และมีบางครั้งที่เกิดการเสียชีวิต การประท้วงทั้งสองต่อต้าน”รัฐบาลที่ฉ้อโกง" และการประท้วงทั้งสองต้องการที่จะโค่นอำนาจรัฐบาลของพวกเค้าที่มาจากการ เลือกตั้ง

ในยูเครน... 
 
ในเมืองหลวงของยูเครน,เคียฟ ประท้วงเริ่มต้นจาก พรรคขวาจัดในรัฐบาลผสม ซึ่งมีสายสัมพันธ์ที่ยาวนานกับชาติตะวันตก เป็นพวกมีบุญคุณต่อสิ่งที่เรียกว่า “การปฏิวัติสีส้ม” (Orange Revolution) ซึ่งได้รับการจารึกไว้ว่า สหรัฐอเมริกา -สร้างกลไกการออกแบบการลุกฮือขึ้น เพื่อเสริมสร้างกำลังให้ระบอบต่อต้านรัสเซีย  หนังสือพิมพ์ The Gardian ได้ยอมรับในบทความของเค้าในปี 2004 ที่มีชื่อว่า "US campaign behind the turmoil in Kiev” นั่นคือ:
 “ …... ในขณะที่กำไรที่ได้ของ ”การปฏิวัติเกาลัด” (Chestnut revolution) ที่ใช้สีส้มตกแต่งก็คือ ยูเครน การรณรงค์นี้เป็นการสร้างขึ้นของอเมริกา ที่มาจากการฝึกฝนในเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ที่ช่ำชองและปราดเปรื่องในรูปแบบ ของการทำแบรนด์และการทำการตลาด โดยได้ถูกนำมาใช้ใน 4 ประเทศในเวลา 4 ปี ในความพยายามที่จะใช้เพื่อกอบกู้การเลือกตั้งใหญ่ และ โค่นล้มระบบที่น่ารังเกียจ

 ได้รับทุนสนับสนุน และ จัดตั้งขึ้นโดย รัฐบาลสหรัฐ โดยการส่ง ทีมงานที่ปรึกษาของสหรัฐอเมริกา ผู้เชียวชาญด้านการหยั่งและทำคะแนนเสียง นักการทูต องค์กรหลายองค์กรทั้งจากพรรคใหญ่ทั้งสองพรรค และ ที่ไม่ใข่ของรัฐบาล ในการรณรงค์นี้ถูกนำมาใช้ ครั้งแรกในยุโรป ในเบลเกรด ในปี 2000 ที่เอาชนะ Slobodan Milosevic ด้วยกล่องลงคะแนนเสียง ......" 
ในขณะที่ “The Guardian” พยายามที่จะแสดงให้เห็นถึงการแทรกแซงของอเมริกาในหลายประเทศนั้นเป็นความพยายามที่จะ "กอบกู้การเลือกตั้งใหญ่ และ โค่นล้มระบอบการปกครองที่น่ารังเกียจ” แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธว่ามีการแทรกแซงเกิดขึ้น  และ ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป เพื่อบอกถึงรายละเอียดสำคัญว่าการแทรกแซงส่งผลอย่างไร  

Sunday, April 13, 2014

ประเทศไทย: ชาวตะวันตกฉีกโลกเก่าทิ้งเพื่อจะสร้างโลก”ใหม่”

Original in English: Thailand: West Tearing Down Old World to Build a “New” One


เขียนโดย: Tony Cartalucci
จากนิตยสารออนไลน์ “New Eastern Outlook
April 14, 2014



ขั้นตอนแรกในการปราบปรามประชาชนคือการระบุแหล่งที่มาของความแข็งแรง , ทำลายมันและในที่สุดก็กำจัดมัน ตำรากลยุทธ์นี้ใช้โดยจักรวรรดิตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ยังคงถูกนำไปใช้ทั่วโลกในรูปแบบของ วอลล์สตรีท และ ลอนดอน ที่มีพยายามหาหนทางที่จะบรรลุผลแห่งการยึดครองโลก ในอดีตที่ผ่านมามันทำได้โดยให้สัญญาที่ว่า จักรวรรดิสง่างามคือ สังคม,เศรษฐกิจและกองทัพอันเกรียงไกร และควบรวมประเทศอื่น ๆ โดยที่ว่า มันจะทำให้ก้าวพ้นความล้าหลังและก้าวเข้าสู่ความเป็นศิวิไลซ์ วันนี้แบรนด์ของ “ศิวิไลซ์” จะรวมถึง "สิทธิมนุษยชน” ของ West และ เปลือกของ “ประชาธิปไตย" (human rights” and “democracy” racket)

ต้นกำเนิดของความแข็งแกร่งของไทย

มีความเป็นตัวของตัวเองและเป็นชาตินิยมอย่างรุนแรง และเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถหลีกเลี่ยงการเป็น อาณานิคมของยุโรป อธิปไตยของไทยได้รับความคุ้มครองนานกว่า 800 ปีโดยพระมหากษัตริย์ที่เคารพเทิดทูน ราชวงศ์ปัจจุบัน ราชวงศ์จักรี ครองราชสมบัติเกือบจะยาวนานเท่ากับการมีอยู่ของชนชาติอเมริกา และพระมหากษัตริย์ในปัจจุบันเปรียบได้ดั่ง “พ่อผู้สร้าง” ที่ยังดำรงอยู่ และเช่นเดียวกันกับที่มีมา 800 ปี ในวันนี้สถาบันกษัตริย์ไทย ยังคงมีคำตอบที่ตื่นตาตื่นใจและเต็มไปด้วยความหมายให้กับภัยคุกคามที่ราช อาณาจักรกำลังเผชิญอยู่ - รวมทั้งความหายนะทางเศรษฐกิจและความยากจน (immense corporate-financier monopolies)

คำตอบก็คือ ความพอเพียง การเป็นอยู่อย่างพอเพียงของคนในชาติ ในจังหวัด ในชุมชน และ ในครอบครัว แนวคิด “ทฤษฎีใหม่” หรือ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระมหากษัตริย์ไทยเป็นที่น่ายกย่อง และ สะท้อนถึงความพยายามที่คล้ายกันที่พบได้ทั่วโลก ที่จะขจัดการกดขี่และการแสวงหาผลประโยชน์ ที่เป็นผลพวงมาจากระบบโลกาภิวัฒน์ที่มีกันอยู่ทั่วโลก โดยที่อำนาจการผูกขาดเป็นของกลุ่มสถาบันการเงิน

โดยสร้างสูตรสำเร็จ ในการปลุก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ให้ทำลายความสามารถในการจัดการการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจของเอเชีย ในช่วงปลายปี 2533 ในขณะที่ "ทฤษฎีใหม่“ เรียกร้องให้ทั้งส่วนรวม และ ปัจเจคบุคคล เติบโตอย่างยั่งยืน โดยการหลีกเลี่ยงการกู้ยืม และลงทุนในสิ่งที่ขยายตัวที่จับต้องได้, สินทรัพย์ทางด้านเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดความหลากหลายและการเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภายภาคหน้า

ชนชาติที่พอเพียง คือชนชาติที่เป็นรุ่งเรืองที่สุด - เป็นชาติหนึ่ง ที่เลือกวิธีการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับส่วนที่เหลือของโลกในแบบที่ตัวเอง กำหนด มากกว่าที่ชาติหนึ่งที่ก้มตัวลงเป็นหนึ่งข้ารับใช้ที่ต้องพึ่งพาการค้าขายระ หว่างประะทศ, "สถาบัน ระหว่างประเทศ" และ แก๊งค์ ธนาคารระหว่างประเทศ ประเทศที่พอเพียงดังกล่าวเป็นเสมือนคำสาปแช่งไปสู่พวกยึดครองโลกของ วอลล์สตรีท และ ลอนดอน

เพราะบาปของมนุษย์ที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ ประเทศไทยได้ตกเป็นเป้าหมายมาอย่างยาวนาน ครั้งแรกโดยจักรวรรดิอังกฤษและฝรั่งเศส แล้วต่อมาก็ แองโกลอเมริกัน ในต้องการที่จะบั่นทอนเสถีนรภาพ, ทำลาย และ จัดการใหม่ ในปี 1932 ได้มีการทำรัฐประหาร โดยกองทัพที่มีสหราชอาณาจักรหนุนหลังอยุ่ที่นำโดย ปรีดี พนมยงค์ เพื่อล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของประเทศไทย และในปี 1946 เขาก็ถูกข้อกล่าวหาที่ว่าลอบสังหารกษัตริย์อันเป็นที่รักของปวงชน กษัตริย์ อนันทมหิดล เมื่อครั้งที่เขากลับมายังประเทศไทย ปรีดีหนีไปด้วยความช่วยเหลือของสหรัฐและอังกฤษ และกลับมาช่วงสั้นๆในปี 1949 เพื่อนำการทำรัฐประหารครั้งที่สองแต่ก็ไม่สำเร็จ แล้วเขาก็จะใช้เวลาที่เหลือของชีวิตของเขาอย่างผู้ถูกเนรเทศ

ในช่วงทศวรรษที่ 70-80 สิ่งที่เรียกว่า "คอมมิวนิสต์" ได้พยายามที่จะล้มล้างอำนาจทางการเมืองของประเทศไทยรวมทั้งสถาบันกษัตริย์ และล่าสุดไม่จานมานี้เอง มหาเศรษฐีที่มีสหรัฐอเมริกาหนุนหลัง เป็นอาชญากร ถูกข้อกล่าวหาในเรื่องการสังหารหมู่ และเป็นนักโทษหนีคดี ทักษิณ ชินวัตร ได้เป็นหัวหน้านำการบ่อนทำลายและล้มล้างสถาบันกษัตริย์ไทยมาเป็นเวลา 10 ปี โดยใช้ สิ่งที่เรียกว่าการเคลื่อนไหวเพื่อ “สนับสนุน ประชาธิปไดย”

“สนับสนุน - ประชาธิปไตย" การเคลื่อนไหวที่นึกไม่ถึง

Thursday, April 10, 2014

Thailand: West Tearing Down Old World to Build a “New” One

336789April 9, 2014 (Tony Cartalucci - NEO) - The first step in subjugating a population is identifying their source of strength, undermining it, and eventually eliminating it. This textbook strategy employed by empires throughout human history is still busily being applied around the world as Wall Street and London seek to achieve global hegemony. In the past, it was done under the premise that the imposing empire was socially, economically, and militarily superior, and that by subjecting other nations, it was bringing them out of barbarism, and into civilization. Today, this brand of “civilization” includes the West’s “human rights” and “democracy” racket.
 
Thailand’s Source of Strength 
 
Fiercely independent and nationalistic, and being the only nation in Southeast Asia to avoid European colonization, Thailand’s sovereignty has been protected for over 800 years by its revered monarchy. The current dynasty, the House of Chakri, has reigned nearly as long as America has existed as a nation and the current king is regarded as the equivalent of a living “Founding Father.” And just as it has for 800 years, the Thai Monarchy today provides the most provocative and meaningful answer to the threats facing the Kingdom – including economic ruination and poverty.
 
The answer is self-sufficiency. Self-sufficiency as a nation, as a province, as a community and as a household. This concept is enshrined in the Thai King’s “New Theory” or “self-sufficiency economy” and mirrors similar efforts found throughout the world to break the back of the oppression and exploitation that results from an interdependent globalized system created by immense corporate-financier monopolies.
 
Formulated in the wake of the IMF’s crippling economic “reordering” of Asia in the late 1990′s, the “New Theory” implored both communities and individuals to grow sustainably by avoiding debt and investing income into expanding tangible, technological assets to further diversify and enhance economic activity.
 
A self-sufficient nation, is a sovereign nation – one that chooses how it interacts with the rest of the world on its own terms, rather than one that is bent in servile dependence on foreign trade, “international institutions,” and foreign banking cartels. Such a nation is an anathema to the global hegemons of Wall Street and London.
 
For this mortal sin against globalization, Thailand has been long targeted first by the British and French empires, and then the subsequent Anglo-American order for destabilization, destruction, and reordering. In 1932, a British-backed military coup led by Pridi Banomyong ended Thailand’s absolute monarchy. In 1946, he was accused of assassinating the popular King Ananda Mahidol upon his return to Thailand. Pridi escaped with US and British assistance, returning breifly in 1949 to lead a failed second coup. He would then spend the rest of his life in exile. 
 
During the 1970′s and 1980′s, so-called “communists” would attempt to overthrow Thailand’s political order, including the monarchy. And most recently, US-backed billionaire, convicted criminal, accused mass murderer, and fugitive Thaksin Shinawatra has led a 10 year push to undermine and overthrow Thailand’s monarchy through a so-called “pro-democracy” movement
 
Thailand’s “Pro-Democracy” Movement Oblivious